ข้อพิพาทเงินลูกค้ากับนายหน้า: เก็บหลักฐานและเดินเรื่องอย่างไร

เมื่อเงินจอง เงินประกัน หรือค่าเช่ามีปัญหา ให้ตรวจอำนาจรับเงิน เก็บหลักฐาน และขอคำแนะนำก่อนยุติเรื่อง

post date  โพสต์เมื่อ 17 ต.ค. 2569   view 22348
article

ทำไมมิจฉาชีพถึงยังลอยนวล?
เป็นสิ่งที่ผมได้ยินมาตลอด
ไม่ว่าจะเป็นวงการไหน
.
ทุกวันนี้
จะเห็นวงจรหนึ่ง
เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
มีคนโดนโกง
มีคนเสียเงินหรือทรัพย์สิน
มีคนไม่ได้รับความเป็นธรรม
.
ผู้เสียหายตามทวงเงิน
มิจจี้ก็ยังตีมึน
ผู้เสียหายจึงเริ่มโพสตามหา
หรือโพสประจานทางโซเชี่ยล
.
เรื่องเริ่มดัง เรื่องเริ่มแดง
คนเริ่มรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคืออะไร?
.
มิจฉาชีพรีบติดต่อหาเงินมาคืน
ผู้เสียหายได้เงินคืน
ความโกรธเริ่มลดลง
จากที่เคยบอกว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
ก็กลายเป็น
“ได้เงินคืนแล้ว ช่างมันเถอะ”
.
โพสต์ที่ตามหาถูกลบ
เรื่องเงียบจางไป
ไม่มีใครดำเนินเรื่องต่อ
เมื่อพี่มิจจี้เห็นนว่าเรื่องเงียบแล้ว
วงจรก็เริ่มใหม่อีกครั้ง
.
ผมเห็นลูปมันวนอยู่แบบนี้
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผล
ที่มิจฉาชีพบางคนยังลอยนวลอยู่ได้
.
ลองยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว
ในวงการอสังหาริมทรัพย์
.
ลูกค้าโอนเงินผ่านเอเจ้นท์
ไม่ว่าจะเป็น
เงินจอง
เงินประกัน
เงินงวดค่าเช่า
.
ตามหลักแล้ว
การที่เอเจ้นท์จะรับเงินจากเจ้าของได้นั้น
จะต้องมีใบยินยอม
หรือใบมอบอำนาจจากเจ้าของเท่านั้น
.
การอ้างด้วยคำพูดปากเปล่า
หรือเป็นเพียง chat ที่ถูกตัดต่อมา
อาจจะเป็นน้ำหนักที่ไม่เพียงพอ
.
ซึ่งผมก็เข้าใจแหละ
ว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้
ไม่มีทางรู้เลยว่าต้องใช้อะไรบ้าง
เชื่อเพียงเพราะอีกฝั่งกล่าวอ้าง
.
ถ้าเอเจ้นท์รับเงินในฐานะตัวแทน
เพื่อส่งต่อให้เจ้าของ
แต่กลับนำเงินนั้นไปใช้
หรือเบียดบังเป็นของตัวเองโดยทุจริต
พฤติการณ์อาจเข้าข่าย #ยักยอกทรัพย์
.
แต่ถ้าตั้งแต่ก่อนรับเงิน
มีเจตนาหลอกอยู่แล้ว
เช่น อ้างข้อมูลเท็จ สร้างเรื่อง
หรือปกปิดความจริง
เพื่อให้ลูกค้าหลงเชื่อและโอนเงินให้
พฤติการณ์อาจเข้าข่าย ฉ้อโกง
.
ซึ่ง 2 ข้อหานี้
เป็นคดีอาญาทั้งคู่
.
ฐานความผิดจะเป็นอะไร
ต้องดูหลักฐานและเจตนาในแต่ละคดี
ไม่ใช่ว่าแค่ “ยังไม่ได้โอนเจ้าของ”
แล้วจะสรุปว่าเป็นอาชญากรรมได้ทันที
.
แต่ถ้ามีหลักฐานว่า
รับเงินมาเพื่อส่งต่อ
แล้วกลับเบียดบัง
หรือหลอกเอาเงินมาตั้งแต่ต้น
เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ข้อพิพาท
เรื่องหนี้หรือผิดสัญญาอีกต่อไป
มันอาจเป็น คดีอาญา
.
ซึ่งต่างการผิดสัญญาเช่า
ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางแพ่ง
.
****
คดีแพ่งไป สน. ไม่ช่วยอะไรร้อยเวรไม่รับฟ้อง
ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน
ซึ่งไม่มีผลต่อทางกฎหมาย
และร้อยเวรไม่ได้ส่งเรื่อง
ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อ
****
.
และอีกสิ่งนึงคือสิ่งที่
ผู้เสียหายจำนวนมากเข้าใจผิด
.
การเอาเงินมาคืนทีหลัง
ไม่ได้แปลว่าการกระทำที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านั้นไม่เคยเกิด
.
ถ้าองค์ประกอบความผิดเกิดครบไปแล้ว
การหาเงินมาคืนภายหลัง
ไม่ได้ย้อนเวลากลับไป
ทำให้เหตุการณ์นั้นหายไป
.
แต่ต้องแยกให้ออกอีกเรื่องหนึ่งว่า
ความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงทั่วไป
เป็นความผิดอันยอมความได้
.
เพราะฉะนั้น
ถ้าคุณได้เงินคืนแล้วไปเซ็นหรือตกลงว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา”
.
หรือถอนคำร้องทุกข์
หรือทำข้อตกลงที่มีผลเป็นการยอมความ
คุณอาจกำลังทำให้
คดีอาญาสิ้นสุดลงด้วยตัวเอง
.
มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้แล้วว่า
เมื่อผู้เสียหายได้รับการชดใช้
และแสดงเจตนาไม่ติดใจดำเนินคดีอาญา
ในความผิดฐานฉ้อโกง
ซึ่งยอมความได้
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องสามารถระงับไปได้
.
ดังนั้นก่อนเซ็นอะไรหลังได้รับเงินคืน
อ่านให้ดี
.
คำว่า “รับเงินครบแล้ว”
กับคำว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา”
#ผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน
อย่ารีบเซ็นเพราะคิดแค่ว่าเงินกลับมาแล้วก็จบ
.
และนี่คือสิ่งที่อยากฝากถึงผู้เสียหาย
ถ้าคุณเชื่อว่าตัวเองถูกโกง
และมีหลักฐานเพียงพอ
อย่ามองเพียงคำถามว่า
“ฉันได้เงินคืนหรือยัง?”
.
แต่ควรถามต่อว่า
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นกับคนอื่นมาแล้วกี่คน?”
เพราะเงินก้อนที่ถูกนำมาคืนคุณในวันนี้
คุณไม่มีทางรู้เลยว่ามาจากไหน
มันอาจเป็นเงินของผู้กระทำเอง
.
หรือในกรณี
ที่มีการกระทำต่อเนื่องเป็นทอด ๆ
มันก็อาจเป็นเงิน
ที่มาจากผู้เสียหายรายถัดไป
.
เราไม่ควรกล่าวหาว่าเป็นเช่นนั้น
โดยไม่มีหลักฐาน
แต่เหตุผลนี้เอง
ที่ทำให้การตรวจสอบเส้นทางเงิน
และดำเนินคดีอย่างจริงจังมีความสำคัญ
.
เพราะถ้าทุกครั้งจบด้วยสูตรเดิม
โกง → ถูกจับได้ → คืนเงิน → ผู้เสียหายไม่ติดใจ → เรื่องเงียบ
ต้นทุนของการโกงก็อาจเหลือเพียง
“ถ้าถูกจับได้ ค่อยคืน”
แล้วอะไรจะหยุดคนที่ตั้งใจทำแบบนี้ซ้ำ?
.
ผู้เสียหายที่ประสงค์จะดำเนินคดีควรเก็บหลักฐานให้ครบ
สลิปโอนเงิน
ข้อความแชต
เอกสารการจอง
สัญญาเช่า
เลขบัญชีผู้รับเงิน
ใบเสร็จ
หนังสือมอบอำนาจของเจ้าของ
หลักฐานว่าเจ้าของได้รับหรือไม่ได้รับเงิน
รวมถึงข้อความที่อีกฝ่ายยอมรับว่าได้รับเงินไปแล้ว
.
แล้วนำข้อเท็จจริงทั้งหมด
ให้พนักงานสอบสวน
หรือทนายพิจารณาว่าเข้าฐานความผิดใด
โดยเฉพาะความผิดอันยอมความได้
.
ต้องระวังเรื่องกำหนดเวลาร้องทุกข์
เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน
นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด
และรู้ตัวผู้กระทำความผิด
.
อย่าปล่อยให้การเจรจาคืนเงิน
ลากยาวจนเสียสิทธิของตัวเอง
.
และถ้าตั้งใจจะให้กระบวนการอาญาดำเนินต่อ
อย่าเพิ่งลงนามในข้อความว่า
“ไม่ติดใจดำเนินคดีอาญา”
หรือถอนคำร้องทุกข์
โดยไม่ได้เข้าใจผลทางกฎหมายเสียก่อน
.
“เงินคืน”คือการเยียวยาความเสียหาย
แต่ไม่ได้แปลว่า
”เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เคยเกิด”
.
ถ้ามีพฤติการณ์เป็นอาชญากรรมจริง
การดำเนินคดีให้ถึงกระบวนการยุติธรรม
ไม่ได้มีความหมาย
เพียงเพื่อเอาเงินของเรากลับมา
.
แต่มันอาจช่วยทำให้ข้อเท็จจริงถูกตรวจสอบ
ทำให้พฤติการณ์ถูกบันทึก
ทำให้พบผู้เสียหายรายอื่น
และป้องกันไม่ให้วงจรเดิมเกิดขึ้นกับคนต่อไป
.
เพราะบางครั้ง
วันที่เราได้เงินคืน
อาจไม่ใช่วันที่เรื่องควรจบ
มันอาจเป็นเพียงวันที่เราต้องตัดสินใจว่า
จะปล่อยให้วงจรนี้
วนกลับไปข้อ 1 อีกครั้งหรือไม่
.
ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดจะ Blame เหยื่อ
ผมแค่อยากเขียน
ให้คนที่ตกเป็นเหยื่อ
ได้ตระหนักรู้ว่า
หน้าที่และสิทธิของตัวเองคืออะไร
อย่าจบเพียงเพราะได้เงินคืน
.
เพราะกฏหมาย
คือสิทธิและหน้าที่ขั้นพื้นฐาน
ที่ทุกคนควรรู้

ภาพประกอบจากโพสต์ต้นฉบับ ลำดับที่ 1

ร่วมพูดคุยกันได้ที่
https://www.facebook.com/Ex.MatchingProperty/posts/pfbid02qmxaHLMDrnbAydjSQ2Y75Krw4q1ctS2REAVEK7Apf18MQcUANAXsPGDC1WRZwcubl

บทความที่เกี่ยวข้อง (3)