WeChat ID :
สมบัติชิ้นสุดท้าย!
ยายวัย 70 ถูกขบวนการหลอกซื้อบ้านพร้อมที่ดิน
สูญเงินเป็นล้าน
Ep.2152| 17 มี.ค.69
.
เรื่องราวนี้เป็นคดีน่าสลดใจที่เกิดขึ้นกับ
คุณยายจำลอง วัย 70 ปี
ตกเป็นเหยื่อของขบวนการนายหน้าและนายทุน
หลอกยึดบ้านพร้อมที่ดินจนสิ้นเนื้อประดาตัว
ต้องระเหเร่ร่อน
และเคยคิดสั้นถึง 2 ครั้ง
สามารถเล่าสรุปเป็นลำดับเหตุการณ์
ให้เข้าใจง่ายๆ ได้ดังนี้
.
จุดเริ่มต้น
ยายป่วยหนัก ต้องการขายบ้านเพื่อรักษาตัว
คุณยายจำลองเป็นแม่ค้าขายโรตีสายไหม
อาศัยอยู่กับลูกชายในตึกแถว 3 ชั้น 1 คูหา
ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
.
วันหนึ่งคุณยายล้มป่วยรุมเร้าถึง 5 โรค
หมอเตือนว่าถ้าไม่หยุดพักอาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ได้
ยายจึงตัดสินใจจะ "ขายขาด"
บ้านหลังนี้ในราคา 4.5 ล้านบาท
เพื่อนำเงินไปปลดหนี้จำนองธนาคารประมาณ 1.3 ล้านบาท
และเก็บเงินที่เหลือไว้รักษาตัว
และย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด
.
ความไว้ใจ
นำไปสู่การถูกหลอก
.
ยายได้เล่าเรื่องนี้ให้ "เรียม"
ซึ่งเป็นคนรู้จักที่เคยสอนยายทำแป้งโรตี
จนยายมีอาชีพหาเลี้ยงตัวได้
ยายจึงเคารพรักเหมือนผู้มีพระคุณ
เรียมอาสาเป็นนายหน้าขายบ้านให้
โดยขอค่าตอบแทน 4 แสนบาท
.
จากนั้นเรียมได้พาผู้ชายชื่อ "ปอ" มาแนะนำ
ปอตกลงจะซื้อบ้านในราคา 4.5 ล้านบาท
ตามที่ยายต้องการ
แต่หลังจากนั้น
ฝั่งคนซื้อกลับมีการดึงตัวละคร
ที่อ้างว่าเป็น "นายทุน"
เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มอีกหลายคน
เช่น ตุ้ม, นุ้ย, เอกที่ดิน และ เฟอร์
โดยอ้างว่าปอมีเงินไม่พอ
จึงต้องไปกู้ยืมจากนายทุนกลุ่มนี้
มาซื้อบ้านยาย
.
วันโอนที่ดิน
ขบวนการจัดฉากสับขาหลอก
ในวันที่นัดไปกรมที่ดิน (26 เม.ย. 62)
ฝั่งผู้ซื้อได้จัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ
โดยให้ "ปอ" ทำสัญญาพราง
ว่ากู้ยืมเงินจากนายทุน
(เอกและเฟอร์) จำนวน 2.8 ล้านบาท
ต่อหน้ายาย
มีการเอาเงินสดจำนวนล้านกว่าบาท
มาวางนับให้ยายดูตรงหน้า
แต่พอนับเสร็จ
พวกเขากลับเก็บเงินก้อนนั้นใส่กระเป๋ากลับไปเหมือนเดิม
ไม่ได้ส่งมอบให้ยายแต่อย่างใด
.
จุดเปลี่ยนชีวิต
ถูกหลอกให้เซ็น "ขายฝาก" แทน "ขายขาด"
เมื่อถึงเวลาทำเอกสาร
เจ้าหน้าที่กรมที่ดินได้ให้ยายเซ็นสัญญา "ขายฝาก"
ซึ่งยายเรียนจบเพียงชั้น ป.4
และไม่รู้กฎหมาย
จึงเอ่ยปากถามว่าการขายฝากคืออะไร
เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อธิบายให้กระจ่าง
ในขณะเดียวกัน
"เรียม" นายหน้าที่ยายไว้ใจ
ก็พูดเกลี้ยกล่อมว่ายายไม่ได้เสียเปรียบ
ไม่ต้องกลัวโดนโกง
เพราะปอจะเป็นคนรับภาระหนี้สินให้เอง
ยายจึงหลงเชื่อ
และยอมเซ็นเอกสารไป
.
ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด
เกิดขึ้นเมื่อ นายทะเบียน (เจ้าหน้าที่ระดับสูง)
ตรวจสอบเอกสาร
และเอ่ยถามยายว่า
"ได้รับเงินครบถ้วนหรือยัง?"
ยายตอบกลับไปว่า "ครบแล้ว"
เพราะยายซื่อ
และเข้าใจไปว่า
เจ้าหน้าที่ถามถึงเงินสดก้อน
ที่กลุ่มนายทุนเพิ่ง "นำมาวางนับให้ดู"
เมื่อครู่นี้
ทั้งที่พวกเขานำเงินกลับไปแล้ว
.
หนำซ้ำ
ยายยังถูกคนกลุ่มนี้ส่งกระดาษโน้ตมาให้
ลอกข้อความลงไปในเอกสารราชการว่า
"ได้รับเงิน 2,856,000 บาทครบถ้วนแล้ว"
ทำให้การจดทะเบียนนิติกรรมขายฝากนั้น
เสร็จสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายทันที
.
ผลลัพธ์ที่น่าเศร้า
เสียทั้งบ้าน เสียทั้งเงิน
ในวันนั้น
หลังจากหักค่าไถ่ถอนธนาคาร
และค่าใช้จ่ายจุกจิกต่างๆ ที่ถูกจัดฉากขึ้น
ยายได้เงินสดติดมือกลับมาเพียงแค่ 670,000 บาทเท่านั้น
จากที่ตั้งใจจะขาย 4.5 ล้านบาท
แถมพอขึ้นรถกลับ
เรียมยังมาตามทวงค่านายหน้า 4 แสนบาททันที
แต่ยายมีเงินไม่พอ
จึงยอมจ่ายไปก่อน 1 แสนบาท
.
เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี
ยายไม่ได้ไปไถ่ถอนบ้านคืน
เพราะยายเข้าใจมาตลอดว่า
ตัวเอง "ขายขาด" ไปแล้ว
ไม่ใช่การ "ขายฝาก"
ที่ต้องนำเงินไปไถ่คืน
บ้านและที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุน
ตามกฎหมาย
ยายและลูกชายถูกไล่ออกจากบ้าน
ที่สร้างมาด้วยกัน
ต้องระเห็จไปเช่าที่อยู่ใหม่
จนยายช้ำใจอย่างหนัก
และเคยพยายามจะฆ่าตัวตาย
.
บทสรุปและข้อคิด
ปัจจุบันยายได้เดินหน้าแจ้งความดำเนินคดี
ปอ (คนที่อ้างว่าจะซื้อ)
ถูกศาลสั่งจำคุกไปแล้ว
ส่วนนายทุนกำลังอยู่ในขั้นตอนการสู้คดีในชั้นศาล
.
เรื่องนี้ทนายความได้ให้ข้อคิดเป็นบทเรียนสำคัญว่า
หากต้องไปทำธุรกรรมที่กรมที่ดิน
เราต้องยืนยันเจตนาของตนเองต่อเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจน
ว่าต้องการทำอะไร
ขายขาด หรือ ขายฝาก
และหากเจ้าหน้าที่ถามว่า
"ได้รับเงินหรือยัง?"
ถ้าเรายังไม่ได้รับเงินมาถือไว้ในมือจริงๆ
ห้ามตอบว่าได้รับแล้วเด็ดขาด
เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
ที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายมาเอาเปรียบ
.
กรณีนี้ถูกนำมาเล่าเพื่อเป็นบทเรียนเตือนภัย
รายละเอียดข้อกล่าวหาและความรับผิด
ควรยึดตามพยานหลักฐานและผลของกระบวนการยุติธรรม
.
ผู้ขายที่กำลังมีหนี้
เจ็บป่วย
หรือถูกเร่งให้ตัดสินใจ
ควรมีทนายหรือผู้เชี่ยวชาญอิสระช่วยตรวจเอกสาร
ไม่ควรพึ่งผู้แนะนำฝ่ายเดียว
.
ร่วมพูดคุยกันได้ที่
https://www.facebook.com/share/p/1HKVqAmh47/