WeChat ID :
ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุค “รวยไม่ไหว”
ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำมันลิตรละ 50 บาท
การจะออกจากบ้านในแต่ละครั้ง
อาจจะต้องคำนวณและคิดเยอะขึ้น
.
คิดอะไรเพลินๆ
เลนลองมา breakdown
ค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด
ดูว่าการออกจากบ้าน
เราจะเสียค่าใช้จ่ายกับอะไรบ้าง
.
ต้นทุนอาชีพเอเจนต์อสังหาริมทรัพย์
"เปิดบ้าน 1 ครั้ง เสียเงินจริงเท่าไหร่? "
หลายคนมองว่าเอเจนต์อสังหาฯ ทำงานสบาย
แต่ความจริงคือ
ก่อนจะได้ค่าคอมมิชชัน 1 บาท
เอเจนต์ต้องลงทุนด้วย "เงินในกระเป๋าตัวเอง"
.
ทุกครั้งที่รับนัดลูกค้า
ซึ่งต้นทุนที่มองเห็น
และมองไม่เห็นเหล่านี้
ไม่มีใครรับประกัน
และไม่มีใครชดเชยให้
หากปิดดีลไม่ได้
.
ส่วนที่ 1 : รายการค่าใช้จ่ายหลัก 5 หมวด
เมื่อประเมินค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
ต่อการเปิดบ้าน 1 ครั้ง
.
*****สำหรับคนต้องการอ่านน้อย*****
เอเจนต์ต้องแบกรับต้นทุน
ก่อนได้รับค่าคอมมิชชัน ดังนี้
1. ค่าเดินทาง: ค่าน้ำมัน, ค่าทางด่วน, ค่าที่จอดรถ
ประเมินที่ 150 – 500 บาท
.
2. ค่าเสื่อมยานพาหนะ: ค่าสึกหรอรถยนต์ (เฉลี่ย 3–5 บาท/กม.)
เช่น ยาง เบรก น้ำมันเครื่อง
ประเมินที่ 100 – 300 บาท
.
3. ค่าภาพลักษณ์: ค่าแต่งหน้า, ทำผม, เสื้อผ้า, รองเท้า
ประเมินที่ 50 – 150 บาทต่อครั้ง
.
4. ค่ารับรองลูกค้า: ค่ากาแฟ, น้ำดื่ม, การนั่งคุยงานที่คาเฟ่
ประเมินที่ 150 – 400 บาท
.
5. ค่าเอกสารและอื่นๆ: ค่าปริ้นท์, ค่าอุปกรณ์เปิดบ้าน, ป้ายไวนิล, ค่าจิปาถะ
ประเมินที่ 20 – 100 บาท
.
รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
จะตกอยู่ที่ประมาณ 470 – 1,450 บาท
*****จบส่วนของการอ่านน้อย*****
.
.
.
ส่วนที่ 2 : ต้นทุนการเดินทางตามระยะทาง
อสังหาริมทรัพย์เป็นสินค้าที่ "ติดอยู่กับที่" (Immovable)
เอเจนต์จึงต้องเป็นฝ่ายเดินทางไปหาทรัพย์เสมอ
ต้นทุนส่วนนี้จึงแปรผัน
ตรงตามระยะทางแบบไป-กลับ
โดยมีรายละเอียดตามตารางด้านล่าง
.
(ตัวเลขประเมินเฉลี่ยนี้อาจแตกต่างตามสภาพจราจร
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน
และโครงข่ายขนส่งในแต่ละพื้นที่ )
.
ระยะทาง (ไป-กลับ) : 1 – 10 กม. (ใกล้มาก)
รถส่วนตัว 100 – 200 บาท
รถสาธารณะ 80 – 150 บาท
ปัจจัยสำคัญ
ค่าน้ำมันนิดหน่อย + ค่าจอดรถ
รถสาธารณะ: ค่า BTS/MRT + วินมอเตอร์ไซค์เข้าซอย
.
ระยะทาง (ไป-กลับ) : 11 – 20 กม. (ใกล้)
รถส่วนตัว 200 – 400 บาท
รถสาธารณะ 150 – 300 บาท
ปัจจัยสำคัญ
ค่าน้ำมัน + อาจมีค่าทางด่วน + ค่าเสื่อม
รถสาธารณะ: รถไฟฟ้าเต็มสาย + แท็กซี่ปลายทาง
.
ระยะทาง (ไป-กลับ) : 20 – 40 กม. (ปานกลาง)
รถส่วนตัว 400 – 700 บาท
รถสาธารณะ 300 – 600 บาท
ปัจจัยสำคัญ
ค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น + ค่าทางด่วนไป-กลับ + ค่าเสื่อม
รถสาธารณะ: ต้องนั่งหลายต่อ หรือใช้แท็กซี่ระยะยาว
.
ระยะทาง (ไป-กลับ) : 40 กม. ขึ้นไป (ข้ามจังหวัด/ชานเมือง
รถส่วนตัว 700 – 1,500+ บาท
รถสาธารณะ 600 – 1,200+ บาท
ปัจจัยสำคัญ
ค่าน้ำมันเต็มๆ + ทางด่วนพิเศษ + ค่าเสื่อมสูง
รถสาธารณะ: ต้แท็กซี่ทางไกล หรือต้องเหมารถ เหมาเครื่องบิน
.
เปรียบเทียบรูปแบบการเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว vs
รถโดยสารสาธารณะ
.
การใช้รถยนต์ส่วนตัว
มีข้อดีคือบริหารเวลาได้ดี รับ-ส่งลูกค้าได้
เก็บอุปกรณ์เปิดบ้านได้
และสามารถไปถึงก่อนเวลาเพื่อเตรียมห้องได้
แต่ข้อเสียคือมีต้นทุนเงินสดสูงกว่า
มีค่าเสื่อมแฝง
และค่าจอดรถกินงบได้ไม่น้อย
.
การใช้รถโดยสารสาธารณะ
มีข้อดีในการคุมงบได้แม่นยำ
เหมาะมากสำหรับคอนโดติดรถไฟฟ้าระยะ 1–20 กม.
แต่ข้อเสียคือเดินทางไปบ้านเดี่ยวชานเมืองยาก
ต้นทุนเวลาพุ่งสูง
และการเดินทางหลายต่ออาจทำให้เหนื่อยก่อนเจอลูกค้า
.
.
.
ส่วนที่ 3: ต้นทุนเวลา - สิ่งที่แพงที่สุดแต่มองไม่เห็น
เวลาคือต้นทุนเดียวที่จ่ายออกไปแล้วเรียกคืนไม่ได้เลย
และมักถูกมองข้ามมากที่สุด
การเปิดบ้าน 1 ครั้งใช้เวลามากกว่าที่คิด
โดยแบ่งเป็น:
.
เตรียมตัว + เดินทางไป: 1 – 1.5 ชั่วโมง
พาชม + เจรจา: 1 – 2 ชั่วโมง
ปิดบ้าน + เดินทางกลับ: 1 – 1.5 ชั่วโมง
.
รวมเวลาที่ใช้จริงเฉลี่ย 3 – 5 ชั่วโมง
ต่อการเปิดบ้าน 1 ครั้ง
ทำให้วันหนึ่ง
เอเจนต์รับลูกค้าได้เต็มที่เพียง 2–3 เคสเท่านั้น
.
การคำนวณมูลค่าเวลาของคุณเป็นตัวเงิน
หากตั้งเป้าหมายรายได้ 100,000 บาท/เดือน
โดยทำงาน 20 วัน วันละ 8 ชม.
(เท่ากับ 160 ชม./เดือน)
.
มูลค่าเวลาของคุณจะเท่ากับ 625 บาท/ชั่วโมง
การเปิดบ้าน 1 ครั้ง
ที่ใช้เวลา 4 ชั่วโมง
จึงเท่ากับคุณจ่ายต้นทุนเวลาไปแล้ว 2,500 บาท
(ยังไม่รวมค่าน้ำมันและกาแฟ!)
.
หากลูกค้าบอกว่า
"แค่มาดูเล่นๆ ยังไม่คิดจะซื้อ"
ต้นทุนเวลา 2,500 บาท
ร่วมกับค่าใช้จ่ายจริง 470–1,450 บาท
อาจกลายเป็นศูนย์ทันทีในครั้งเดียว
โดยไม่มีใครรับผิดชอบแทนคุณ
.
.
.
ส่วนที่ 4: ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)
เวลา 4 ชั่วโมงที่เสียไปกับลูกค้า
ที่ "ยังไม่พร้อมซื้อ"
คือการสูญเสียโอกาส
เพราะคุณสามารถใช้เวลาเหล่านั้น
ไปสร้างรายได้ทางอื่นได้ เช่น
.
ถ่ายรูปและทำวิดีโอ Listing ใหม่ได้ 2–3 ทรัพย์ พร้อมลงประกาศทันที
ทำคอนเทนต์การตลาด ยิง Facebook Ads หาลูกค้าใหม่
ติดตามและเจรจากับลูกค้าที่กู้ผ่านแล้วให้พร้อมโอนกรรมสิทธิ์
สร้างเครือข่าย Farming Area ในโซนที่ตัวเองถนัด เพื่อรับ Listing ใหม่
ศึกษาทรัพย์ใหม่ที่มีศักยภาพและเปรียบเทียบราคาตลาด เพื่อให้คำแนะนำลูกค้าได้แม่นยำขึ้น
.
.
.
ส่วนที่ 5: วิธีป้องกัน - คัดกรองลูกค้า (Pre-qualify) ก่อนสตาร์ทรถ
เอเจนต์มืออาชีพที่อยู่รอดในวงการ
จะหวงแหนเวลาตัวเองอย่างมาก
โดยพวกเขาจะคัดกรองลูกค้า
อย่างเข้มข้นก่อนทุกครั้ง
ด้วยเทคนิคดังนี้:
วัตถุประสงค์การซื้อ
ถามให้ชัดเจนว่าซื้ออยู่เองหรือลงทุน?
ต้องการเข้าอยู่เมื่อไหร่?
มีกรอบเวลาที่ชัดเจนไหม?
.
งบประมาณและกำลังซื้อ
ตั้งงบไว้เท่าไหร่?
เตรียมยื่นกู้หรือซื้อเงินสด?
เคยยื่นกู้แล้วยังไม่ผ่านไหม?
.
สถานะการตัดสินใจ
ดูมากี่ที่แล้ว?
ที่ไหนถูกใจใกล้เคียงบ้าง?
ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ?
.
ใช้เทคโนโลยีช่วยคัดกรอง
ส่ง Video Tour หรือรูป 360° ให้ดูก่อน
ถ้าลูกค้าถูกใจแล้วค่อยนัดดูของจริง
.
จัดรูท Clustering
นัดลูกค้าหลายรายในโซนเดียว
หรือวันเดียวกัน
เพื่อประหยัดทั้งเวลาและค่าเดินทาง
.
สุดท้ายนี้
สำหรับเอเจนต์มืออาชีพ
เมื่อต้องเดินทางเกิน 20 กม.
ต้นทุนต่อครั้งสามารถแตะ 1,000–2,000 บาทได้ทันที
(ยังไม่รวมค่าเวลา)
.
นี่คือเหตุผลที่เอเจนต์ที่ดี
ต้องเลือกรับงานใน Farming Area
ที่ตัวเองถนัด
เพื่อกดต้นทุนการเดินทาง
และต้อง Pre-qualify
ลูกค้าอย่างเข้มข้น
.
เพราะทุกครั้งที่เสียเวลาไปฟรีๆ
คือต้นทุนจริง
ที่ไม่มีใครชดเชยให้
.
(หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งหมดเป็นการประเมินเฉลี่ย
อาจแตกต่างตามสภาพการจราจร เส้นทาง
และโครงข่ายขนส่งในแต่ละพื้นที่ )
.
ร่วมพูดคุยกันได้ที่
https://www.facebook.com/Ex.MatchingProperty/posts/pfbid0GmWNchXWcRzQ9d1ratu1kQndvS5GEadBpnJXjPyLfXtkpr9wTU3c6qDgJrpowm4Bl