เปิดบ้าน 1 ครั้ง เอเจนต์เสียเงินจริงเท่าไหร่

ก่อนค่าคอมมิชชัน เอเจนต์ต้องลงทุนค่าเดินทาง เวลา เตรียมทรัพย์ และค่าเสียโอกาสทุกนัด

post date  โพสต์เมื่อ 21 มิ.ย. 2569   view 11761
article

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุค “รวยไม่ไหว”
ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้ำมันลิตรละ 50 บาท
การจะออกจากบ้านในแต่ละครั้ง
อาจจะต้องคำนวณและคิดเยอะขึ้น
.
คิดอะไรเพลินๆ
เลนลองมา breakdown 
ค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด
ดูว่าการออกจากบ้าน
เราจะเสียค่าใช้จ่ายกับอะไรบ้าง
.
ต้นทุนอาชีพเอเจนต์อสังหาริมทรัพย์
"เปิดบ้าน 1 ครั้ง เสียเงินจริงเท่าไหร่? "
หลายคนมองว่าเอเจนต์อสังหาฯ ทำงานสบาย 
แต่ความจริงคือ 
ก่อนจะได้ค่าคอมมิชชัน 1 บาท 
เอเจนต์ต้องลงทุนด้วย "เงินในกระเป๋าตัวเอง" 
.
ทุกครั้งที่รับนัดลูกค้า 
ซึ่งต้นทุนที่มองเห็น
และมองไม่เห็นเหล่านี้ 
ไม่มีใครรับประกัน
และไม่มีใครชดเชยให้
หากปิดดีลไม่ได้ 
.
ส่วนที่ 1 : รายการค่าใช้จ่ายหลัก 5 หมวด 
เมื่อประเมินค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
ต่อการเปิดบ้าน 1 ครั้ง
.
*****สำหรับคนต้องการอ่านน้อย*****
เอเจนต์ต้องแบกรับต้นทุน
ก่อนได้รับค่าคอมมิชชัน ดังนี้
1. ค่าเดินทาง: ค่าน้ำมัน, ค่าทางด่วน, ค่าที่จอดรถ 
ประเมินที่ 150 – 500 บาท 
.
2. ค่าเสื่อมยานพาหนะ: ค่าสึกหรอรถยนต์ (เฉลี่ย 3–5 บาท/กม.) 
เช่น ยาง เบรก น้ำมันเครื่อง 
ประเมินที่ 100 – 300 บาท 
.
3. ค่าภาพลักษณ์: ค่าแต่งหน้า, ทำผม, เสื้อผ้า, รองเท้า 
ประเมินที่ 50 – 150 บาทต่อครั้ง 
.
4. ค่ารับรองลูกค้า: ค่ากาแฟ, น้ำดื่ม, การนั่งคุยงานที่คาเฟ่ 
ประเมินที่ 150 – 400 บาท 
.
5. ค่าเอกสารและอื่นๆ: ค่าปริ้นท์, ค่าอุปกรณ์เปิดบ้าน, ป้ายไวนิล, ค่าจิปาถะ 
ประเมินที่ 20 – 100 บาท 
.
รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
จะตกอยู่ที่ประมาณ 470 – 1,450 บาท 
*****จบส่วนของการอ่านน้อย*****
.
.
.
ส่วนที่ 2 : ต้นทุนการเดินทางตามระยะทาง 
อสังหาริมทรัพย์เป็นสินค้าที่ "ติดอยู่กับที่" (Immovable) 
เอเจนต์จึงต้องเป็นฝ่ายเดินทางไปหาทรัพย์เสมอ 
ต้นทุนส่วนนี้จึงแปรผัน
ตรงตามระยะทางแบบไป-กลับ 
โดยมีรายละเอียดตามตารางด้านล่าง
.
(ตัวเลขประเมินเฉลี่ยนี้อาจแตกต่างตามสภาพจราจร
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 
และโครงข่ายขนส่งในแต่ละพื้นที่ )
.
ระยะทาง (ไป-กลับ)  : 1 – 10 กม. (ใกล้มาก) 
 รถส่วนตัว 100 – 200 บาท 
 รถสาธารณะ 80 – 150 บาท 
ปัจจัยสำคัญ
 ค่าน้ำมันนิดหน่อย + ค่าจอดรถ
 รถสาธารณะ: ค่า BTS/MRT + วินมอเตอร์ไซค์เข้าซอย 
.
ระยะทาง (ไป-กลับ)  : 11 – 20 กม. (ใกล้)
 รถส่วนตัว 200 – 400 บาท 
 รถสาธารณะ 150 – 300 บาท
ปัจจัยสำคัญ
 ค่าน้ำมัน + อาจมีค่าทางด่วน + ค่าเสื่อม
 รถสาธารณะ: รถไฟฟ้าเต็มสาย + แท็กซี่ปลายทาง

ระยะทาง (ไป-กลับ)  : 20 – 40 กม. (ปานกลาง)
 รถส่วนตัว 400 – 700 บาท
 รถสาธารณะ 300 – 600 บาท
ปัจจัยสำคัญ
 ค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น + ค่าทางด่วนไป-กลับ + ค่าเสื่อม
 รถสาธารณะ: ต้องนั่งหลายต่อ หรือใช้แท็กซี่ระยะยาว 
.
ระยะทาง (ไป-กลับ)  : 40 กม. ขึ้นไป (ข้ามจังหวัด/ชานเมือง
 รถส่วนตัว 700 – 1,500+ บาท
 รถสาธารณะ 600 – 1,200+ บาท
ปัจจัยสำคัญ
 ค่าน้ำมันเต็มๆ + ทางด่วนพิเศษ + ค่าเสื่อมสูง
 รถสาธารณะ: ต้แท็กซี่ทางไกล หรือต้องเหมารถ เหมาเครื่องบิน
.
เปรียบเทียบรูปแบบการเดินทาง 
 รถยนต์ส่วนตัว vs 
 รถโดยสารสาธารณะ 
.
การใช้รถยนต์ส่วนตัว
มีข้อดีคือบริหารเวลาได้ดี รับ-ส่งลูกค้าได้ 
เก็บอุปกรณ์เปิดบ้านได้ 
และสามารถไปถึงก่อนเวลาเพื่อเตรียมห้องได้ 
แต่ข้อเสียคือมีต้นทุนเงินสดสูงกว่า
มีค่าเสื่อมแฝง 
และค่าจอดรถกินงบได้ไม่น้อย 
.
การใช้รถโดยสารสาธารณะ
มีข้อดีในการคุมงบได้แม่นยำ 
เหมาะมากสำหรับคอนโดติดรถไฟฟ้าระยะ 1–20 กม. 
แต่ข้อเสียคือเดินทางไปบ้านเดี่ยวชานเมืองยาก 
ต้นทุนเวลาพุ่งสูง
และการเดินทางหลายต่ออาจทำให้เหนื่อยก่อนเจอลูกค้า 
.
.
.
ส่วนที่ 3: ต้นทุนเวลา - สิ่งที่แพงที่สุดแต่มองไม่เห็น 
เวลาคือต้นทุนเดียวที่จ่ายออกไปแล้วเรียกคืนไม่ได้เลย 
และมักถูกมองข้ามมากที่สุด 
การเปิดบ้าน 1 ครั้งใช้เวลามากกว่าที่คิด 
โดยแบ่งเป็น:
.
 เตรียมตัว + เดินทางไป: 1 – 1.5 ชั่วโมง 
 พาชม + เจรจา: 1 – 2 ชั่วโมง 
 ปิดบ้าน + เดินทางกลับ: 1 – 1.5 ชั่วโมง 
.
รวมเวลาที่ใช้จริงเฉลี่ย 3 – 5 ชั่วโมง 
ต่อการเปิดบ้าน 1 ครั้ง
ทำให้วันหนึ่ง
เอเจนต์รับลูกค้าได้เต็มที่เพียง 2–3 เคสเท่านั้น 
.
การคำนวณมูลค่าเวลาของคุณเป็นตัวเงิน 
หากตั้งเป้าหมายรายได้ 100,000 บาท/เดือน 
โดยทำงาน 20 วัน วันละ 8 ชม. 
(เท่ากับ 160 ชม./เดือน) 
.
มูลค่าเวลาของคุณจะเท่ากับ 625 บาท/ชั่วโมง 
การเปิดบ้าน 1 ครั้ง
ที่ใช้เวลา 4 ชั่วโมง 
จึงเท่ากับคุณจ่ายต้นทุนเวลาไปแล้ว 2,500 บาท
(ยังไม่รวมค่าน้ำมันและกาแฟ!) 
.
หากลูกค้าบอกว่า 
"แค่มาดูเล่นๆ ยังไม่คิดจะซื้อ" 
ต้นทุนเวลา 2,500 บาท 
ร่วมกับค่าใช้จ่ายจริง 470–1,450 บาท 
อาจกลายเป็นศูนย์ทันทีในครั้งเดียว 
โดยไม่มีใครรับผิดชอบแทนคุณ 
.
.
.
ส่วนที่ 4: ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) 
เวลา 4 ชั่วโมงที่เสียไปกับลูกค้า
ที่ "ยังไม่พร้อมซื้อ" 
คือการสูญเสียโอกาส 
เพราะคุณสามารถใช้เวลาเหล่านั้น
ไปสร้างรายได้ทางอื่นได้ เช่น
.
ถ่ายรูปและทำวิดีโอ Listing ใหม่ได้ 2–3 ทรัพย์ พร้อมลงประกาศทันที 
ทำคอนเทนต์การตลาด ยิง Facebook Ads หาลูกค้าใหม่ 
ติดตามและเจรจากับลูกค้าที่กู้ผ่านแล้วให้พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ 
สร้างเครือข่าย Farming Area ในโซนที่ตัวเองถนัด เพื่อรับ Listing ใหม่ 
ศึกษาทรัพย์ใหม่ที่มีศักยภาพและเปรียบเทียบราคาตลาด เพื่อให้คำแนะนำลูกค้าได้แม่นยำขึ้น 
.
.
.
ส่วนที่ 5: วิธีป้องกัน - คัดกรองลูกค้า (Pre-qualify) ก่อนสตาร์ทรถ 
เอเจนต์มืออาชีพที่อยู่รอดในวงการ
จะหวงแหนเวลาตัวเองอย่างมาก 
โดยพวกเขาจะคัดกรองลูกค้า
อย่างเข้มข้นก่อนทุกครั้ง 
ด้วยเทคนิคดังนี้:
วัตถุประสงค์การซื้อ
ถามให้ชัดเจนว่าซื้ออยู่เองหรือลงทุน? 
ต้องการเข้าอยู่เมื่อไหร่? 
มีกรอบเวลาที่ชัดเจนไหม? 
.
งบประมาณและกำลังซื้อ
ตั้งงบไว้เท่าไหร่? 
เตรียมยื่นกู้หรือซื้อเงินสด? 
เคยยื่นกู้แล้วยังไม่ผ่านไหม? 
.
สถานะการตัดสินใจ
ดูมากี่ที่แล้ว? 
ที่ไหนถูกใจใกล้เคียงบ้าง? 
ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ? 
.
ใช้เทคโนโลยีช่วยคัดกรอง
ส่ง Video Tour หรือรูป 360° ให้ดูก่อน 
ถ้าลูกค้าถูกใจแล้วค่อยนัดดูของจริง 
.
จัดรูท Clustering
นัดลูกค้าหลายรายในโซนเดียว
หรือวันเดียวกัน 
เพื่อประหยัดทั้งเวลาและค่าเดินทาง 

สุดท้ายนี้
สำหรับเอเจนต์มืออาชีพ 
เมื่อต้องเดินทางเกิน 20 กม. 
ต้นทุนต่อครั้งสามารถแตะ 1,000–2,000 บาทได้ทันที 
(ยังไม่รวมค่าเวลา) 
.
นี่คือเหตุผลที่เอเจนต์ที่ดี
ต้องเลือกรับงานใน Farming Area 
ที่ตัวเองถนัด
เพื่อกดต้นทุนการเดินทาง 
และต้อง Pre-qualify 
ลูกค้าอย่างเข้มข้น 
.
เพราะทุกครั้งที่เสียเวลาไปฟรีๆ 
คือต้นทุนจริง
ที่ไม่มีใครชดเชยให้ 
.
(หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งหมดเป็นการประเมินเฉลี่ย 
อาจแตกต่างตามสภาพการจราจร เส้นทาง 
และโครงข่ายขนส่งในแต่ละพื้นที่ )

.

ร่วมพูดคุยกันได้ที่
https://www.facebook.com/Ex.MatchingProperty/posts/pfbid0GmWNchXWcRzQ9d1ratu1kQndvS5GEadBpnJXjPyLfXtkpr9wTU3c6qDgJrpowm4Bl

บทความที่เกี่ยวข้อง (3)