WeChat ID :
ตอนผมได้ยินประโยคนี้ครั้งแรก
เหมือนฟังดูโหดร้าย ดูเหยียดชนชั้น
แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว
ก็เป็นจริงเกินกว่าจะปฏิเสธได้
.
ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้
เทรนจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
แต่ในอีกด้านนึง
ก็ขับเคลื่อนด้วยแรงของคนที่ไม่มีทางเลือก
.
ในทุกอาณาจักรของเศรษฐี
มีฐานรากที่สร้างจากเหงื่อของคนตัวเล็ก
คนที่ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เพื่อขึ้นรถเมล์ที่แน่นอัดไปถึงที่ทำงาน
คนที่ยอมทำ OT โดยไม่บ่น
เพื่อให้เงินเดือนชนเดือนนั้นพอเลี้ยงลูก
คนที่ไม่เคยมีโอกาสเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น
เพราะต้องยืนอยู่ในสิ่งที่ “จำเป็นต้องทำ”
.
นั่นแหละ...ทรัพยากรที่แท้จริงของระบบทุน
เพราะตราบใดที่ยังมีคนจน
โลกของคนรวยก็ยังมีแรงขับเคลื่อน
ธุรกิจยังหมุน โรงงานยังเดิน ระบบยังทำงาน
.
คนรวยไม่ได้ต้องการแค่เงิน
แต่ต้องการช่องว่างระหว่างชนชั้น
คนจนคือแรงงานราคาถูก
คนจนคือฐานผู้บริโภคที่ไม่กล้าเรียกร้อง
คนจนคือคนที่พร้อมจะเชื่อในความหวัง
ที่ถูกตลาดสร้างขึ้น
.
จึงไม่แปลกที่หลายประเทศในโลกนี้
พัฒนาเทคโนโลยีได้เร็ว
แต่ไม่เคยพัฒนาความเท่าเทียมได้เลย
เพราะความเหลื่อมล้ำ
คือเครื่องยนต์ของความมั่งคั่ง
.
บริษัทใหญ่ต้องการแรงงาน
ที่ยอมทำงาน 12 ชั่วโมง
นักลงทุนต้องการคนเช่า
ที่ไม่เคยมีเงินจะซื้อบ้าน
ธนาคารต้องการลูกหนี้
ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตลอดชีวิต
และระบบทั้งหมด...
ต้องการ “คนจน” เพื่อคงอยู่
.
ในขณะที่คนจนถูกสอนให้ทำงานหนัก
คนรวยถูกสอนให้ใช้คนทำงานแทน
นี่คือจุดต่างระหว่าง “ผู้ใช้แรง” กับ “ผู้ใช้ระบบ”
.
คนรวยไม่ได้เหนื่อยน้อยกว่า
เพราะเขาขี้เกียจ
แต่เพราะเขารู้ว่าความเหนื่อย
ไม่ใช่กลไกของความมั่งคั่ง
.
เขาจึงลงทุนในสิ่งที่คนอื่นต้องทำ
สร้างแพลตฟอร์มให้คนจนเข้ามาแย่งกันทำงาน
สร้างโครงการให้คนจนผ่อนซื้อฝัน
สร้างโฆษณาและคำเชื่อ
ให้คนจนอยากเป็นเหมือนเขา
.
และเมื่อทุกคนในล่างสุดของพีระมิด
แข่งขันกันเพื่อไต่ขึ้น
คนบนยอดพีระมิดก็เพียงแค่นั่งเก็บผลประโยชน์
จากแรงกระเพื่อมของความหวัง
.
โลกไม่ต้องการให้ทุกคนรวยเท่ากัน
เพราะระบบไม่รอดถ้าไม่มีคนจน
.
ลองคิดดู…
ถ้าทุกคนหยุดเป็นลูกจ้าง
แล้วอยากเป็นนายตัวเองหมด
ใครจะเป็นคนผลิต ใครจะเป็นคนขับ
ใครจะเป็นคนส่ง ใครจะเป็นคนแบก?
ถ้าทุกคนมีอิสรภาพทางการเงิน
ใครจะยอมทำงานขั้นต่ำ?
.
เศรษฐกิจไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วย “คนรวยทั้งหมด”
เหมือนห้างที่ไม่มีพนักงาน
หรือโรงงานที่ไม่มีลูกจ้างแรงงาน
.
ดังนั้น การคงไว้ซึ่งความจน
ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ
แต่มันคือกลยุทธ์
ที่ถูกออกแบบอย่างแยบยล
จากกลุ่มคน Elite
.
แต่ในความจริงอันขมขื่นนี้...ยังมีทางเลือก
คนจนไม่จำเป็นต้องอยู่
ในบทบาททรัพยากรตลอดไป
.
หากเริ่มมองเห็นกลไกนี้อย่างเข้าใจ
เขาสามารถเปลี่ยนจากแรงงาน
เป็นเจ้าของแรงงาน
เปลี่ยนจากผู้เช่าเป็นผู้ถือสิทธิ์
เปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นผู้ลงทุน
เปลี่ยนจากผู้ทำงานเพื่อระบบ
เป็นผู้สร้างระบบของตัวเอง
.
เพราะเมื่อเข้าใจว่า
“เราเป็นทรัพยากรของใครบางคน”
เราก็เริ่มต้นได้จากการ
“เป็นเจ้าของทรัพยากรของตัวเอง”
.
โลกนี้ไม่ได้มีเส้นแบ่งระหว่างคนรวยกับคนจนเท่านั้น
แต่มีเส้นแบ่งระหว่างคนที่ “รู้ระบบ”
กับคนที่ “ถูกระบบใช้”
และในวันที่คนจนเริ่มเข้าใจเกม
นั่นแหละ วันที่ระบบเริ่มสั่นสะเทือนจริง ๆ
.
พอมาถึงตรงนี้
หลายคนจะเริ่มสงสัยและมีคำถามว่า
กฎกติกาที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นคนจน
ที่เป็นเหมือนกลไกที่ซ่อนอยู่ในระบบทุนนิยม
ที่ทำหน้าที่เหมือนกำแพงโปร่งใส
กั้นไม่ให้คนจนปีนขึ้นไป
อยู่ชั้นบนของพีระมิดได้ง่าย ๆ
นั้นมีอะไรบ้าง
.
1. ระบบหนี้ : เครื่องพันธนาการที่มาพร้อมรอยยิ้ม
ธนาคารให้เงินกู้กับดอกเบี้ย “ที่ดูเหมือนช่วย”
แต่จริง ๆ แล้วมันคือการล็อกคนจน
ให้อยู่ในวงจรหนี้อย่างยาวนาน
คนจนต้องกู้เพื่อเรียน
กู้เพื่ออยู่ กู้เพื่อรอด
.
และทุกครั้งที่กู้เพิ่ม
เขาก็ยิ่งถูกผูกพันกับระบบที่คนรวยเป็นเจ้าของ
ในขณะที่คนรวย “กู้เพื่อขยายธุรกิจ”
คนจน “กู้เพื่อประคองชีวิต”
1 คือการกู้เพื่อสร้างอำนาจ
อีก 1 คือการกู้เพื่อแลกเวลา
.
2. ระบบการศึกษา : โปรแกรมฝึกแรงงาน ไม่ใช่สร้างเจ้าของ
โรงเรียนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สร้างผู้ประกอบการ
แต่มันถูกสร้างมาเพื่อป้อนแรงงานเข้าสู่ระบบ
เด็กถูกสอนให้เชื่อฟัง
ไม่เถียงผู้มีอำนาจ ทำงานตามคำสั่ง
และสอบให้ได้เกรดดีเพื่อ “หางานที่มั่นคง”
แทนที่จะสอนให้เข้าใจระบบภาษี การลงทุน
หรือการใช้เงินให้เกิดผลทวี
.
ระบบการศึกษาจึงผลิต
“คนที่พร้อมจะทำงานให้คนอื่น”
มากกว่าคนที่พร้อม
“สร้างงานของตัวเอง”
.
3. ระบบภาษี : เอื้อเจ้าของทุน แต่บีบผู้ใช้แรง
ภาษีในโลกทุนนิยมมักไม่เท่าเทียม
คนรวยมีที่ปรึกษาภาษี มีบริษัท
มีโครงสร้างที่ซ่อนกำไรในกองทุน
.
คนจนมีเพียงรายได้ประจำที่หนีไม่ได้
ผลคือ คนที่ทำงานหนักสุด
กลับจ่ายภาษีสูงกว่าคนที่ทำงานน้อย
แต่ถือสินทรัพย์มาก
.
ภาษีไม่ได้เก็บจาก “รายได้ทั้งหมด”
แต่เก็บจาก “คนที่หนีไม่ได้”
และคนที่หนีไม่ได้
ก็คือคนชั้นล่างของระบบเสมอ
.
4. ระบบตลาดแรงงาน : ลวงให้รู้สึกว่าขยันแล้วจะรวย
ระบบทุนสร้างคำพูดที่ฟังดูสวยงามว่า
“ถ้าขยัน คุณจะมีอนาคต”
.
แต่ในความจริง
ค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ขึ้นตามค่าครองชีพ
ตำแหน่งสูง ๆ ถูกจำกัดด้วยการศึกษาและเส้นสาย
.
คนส่วนใหญ่จึงต้องวิ่งอยู่ในลู่วิ่งที่ชื่อว่า
“ทำงานหนักแต่ไม่ไปไหน”
ยิ่งทำมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งเติมเชื้อให้เครื่องจักรของคนรวย
.
5. ระบบบริโภคนิยม : ทำให้คนจนใช้เงินก่อนมีเงิน
โฆษณาไม่ได้ขายสินค้า
มันขาย “ความรู้สึกว่าเท่”
ระบบทำให้คนเชื่อว่า
การมีของ = การมีคุณค่า
.
คนจนที่อยากเท่
จึงต้องใช้บัตรเครดิต ใช้ผ่อน ใช้หนี้เพื่อซื้อฝัน
และสุดท้ายก็กลับไปทำงานหนักขึ้น
เพื่อจ่ายคืนฝันที่ยังไม่ทันได้ใช้
.
วงจรนี้คือ “เครื่องผลิตความจนซ้ำซ้อน”
คนรวยได้กำไร 2 ต่อ
ขายของก็ได้ ดอกเบี้ยก็ได้
.
6. ระบบอสังหาริมทรัพย์ : แผ่นดินที่กลายเป็นเครื่องผลิตชนชั้น
ในอดีต คนมีที่ดินคือคนมีชีวิต
แต่ปัจจุบัน ที่ดินกลายเป็น “สินค้า” ที่ถูกเก็งกำไร
ราคาถูกปั่นโดยนายทุนรายใหญ่
ขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องทำงานทั้งชีวิต
เพื่อผ่อนบ้านหลังเดียว
.
เมื่อที่ดินกลายเป็นของคนไม่กี่กลุ่ม
คนจนก็ถูกบังคับให้ “เช่าชีวิต”
อยู่ในระบบของคนรวยไปตลอดกาล
ไม่ต่างอะไรกับการเล่นเกมส์เศรษฐีในชีวิตจริง
.
7. ระบบสื่อ : เครื่องมือกล่อมให้เชื่อว่าโลกยุติธรรม
สื่อทำหน้าที่ปลอบให้คนจนเชื่อว่า
“ต้องอดทน แล้ววันหนึ่งจะสำเร็จ”
ทั้งที่ในโลกจริง
คนที่รวยขึ้นมาส่วนใหญ่
ไม่ได้เริ่มจาก 0
.
แต่เริ่มจาก “ทุนเดิม”
ที่มองไม่เห็นในข่าว
มันคือการสร้างภาพลวงให้คนจนสู้ต่อ
โดยไม่รู้ว่ากำลังเล่นเกม
ที่เจ้าของสนามเปลี่ยนกติกาได้ตลอดเวลา
.
ระบบทุนนิยมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนจน
แต่มันต้องการให้คนส่วนใหญ่ไม่รวยพอ
เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ “ไม่รวยพอที่จะเป็นอิสระ”
เขาจะยังต้องทำงาน
ยังต้องซื้อ ยังต้องเช่า ยังต้องกู้
และนั่นคือเชื้อเพลิงของระบบทั้งระบบ
.
ระบบทุนไม่ได้ฆ่าคนจน
มันเพียงแค่ทำให้พวกเขา"ไม่มีเวลาจะรวย"
เพราะทุกชั่วโมงที่คนจนใช้เพื่อเอาชีวิตรอด
คือทุกชั่วโมงที่คนรวยใช้เพื่อขยายอาณาจักร
.
ร่วมพูดคุยกันได้ที่