WeChat ID :
ด้วยเศรษฐกิจและอัตราการเกิดของเด็กในประเทศลดลง
รร.ชื่อดังย่านลาดพร้าวไปต่อไม่ไหว
ออกประกาศขอเลิกกิจการมากว่า 50 ปี
มีมติเห็นชอบหยุดการเรียนการสอน
และเลิกกิจการโรงเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป
(นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569)
.
ถ้าคนไทยมองถึงอนาคตธุรกิจการศึกษาไทย
อาจจะดูมืดมนไปบ้าง
แต่เท่าที่ผมได้รู้จักกับลูกค้าต่างชาติ
ที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจการศึกษาในไทย
กลับมองอีกแบบนึง
.
ต่างชาติมองไทยเป็น
Hub การศึกษาของภูมิภาคใน SEA (South East Asia)
หรือบางเจ้าอาจจะมองถึงระดับ Asia เลย
เพราะยังเป็นธุรกิจที่ยังมี demand จริง
จาก 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
.
1.ครอบครัวไทยรายได้กลาง-บน
ที่อยากให้ลูกเรียนหลักสูตรสากล
ในราคาที่เบากระเป๋ากว่านี้
.
2.ชาวต่างชาติที่ย้ายมาอยู่ไทยระยะยาว
เช่น กลุ่ม Digital Nomad,
กลุ่มทำงานสาย Startup,
Health Tourism
.
3.นักเรียนต่างชาติจาก CLMV
(กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)
ที่มองไทยเป็นจุดต่อมหาวิทยาลัย
.
ไทยคือ Safe zone ที่ค่าครองชีพไม่สูง
ภาษาอังกฤษใช้ได้
กฎหมายไม่แข็งเท่าประเทศเพื่อนบ้าน
และมี Lifestyle ที่น่าอยู่
.
ดังนั้นต่างชาติไม่ได้มองไทยเป็นแค่ตลาดในประเทศ
แต่มองว่า “จากไทย... สามารถขยายไปอาเซียนและยุโรปได้”
.
.
.
แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะงัก
มีอยู่ 3 เรื่อง
1.โครงสร้างกรรมสิทธิ์ที่ยุ่งมาก
กฎหมายไทยบังคับว่า
โรงเรียนต้องมีผู้ถือหุ้นคนไทย 50% ขึ้นไป
เหมือนการจัดตั้งนิติบุคคล
.
ผู้อำนวยการ/ผู้จัดการต้องเป็นคนไทย
ที่ดินต้องถือสิทธิ์แบบคนไทย
หรือเป็นการเช่าระยะยาวเท่านั้น
.
ค่าเล่าเรียนสามารถถูกสั่งลดได้
ถ้ารัฐเห็นว่าแพงเกิน
พูดง่าย ๆ คือ
ต่อให้คุณมีเงิน
ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะตั้งโรงเรียนได้
.
.
2.โครงสร้างประชากรที่สวนทาง
เด็กเกิดน้อยลงทุกปี
ตลาดมวลชนหด
แต่ตลาดพรีเมียมกลับโต
เพราะพ่อแม่ยอมจ่ายเพื่อ “คุณภาพของลูก”
ใครเล่นเกมคุณภาพ...ชนะ
ใครเล่นเกมปริมาณ....เจ๊ง
.
.
3.กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
ต่างชาติที่ทำ EdTech เข้ามา
ต้องระวังเรื่องข้อมูลนักเรียน
ไทยเริ่ม enforce จริงจังในปี 2024-2025 นี่เอง
ถ้าแพลตฟอร์มคุณไม่ PDPA-ready
คุณจะโดนเจ้าหน้าที่มาทักทายก่อนเข้าเทอมแรก
.
.
.
สำหรับคนที่อยู่ในวงการธุรกิจการศึกษา
แต่ยังอยากสานต่อธุรกิจนี้
หรือคนที่ยังสนใจในธุรกิจนี้
จะต้องทำอย่างไร
จริงๆแล้วก็ยังมีโอกาสที่ยังไปต่อได้อยู่ เช่น
.
1.โรงเรียนนานาชาติ/ 2 ภาษาในเมืองรอง
ซึ่งเชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา กำลังบูม
เพราะชาวต่างชาติย้ายมาอยู่ถาวรมากขึ้น
โรงเรียนที่มีมาตรฐานอังกฤษ-สิงคโปร์
และให้บริการครบวงจร (อาหาร, บัส, กิจกรรม)
กำลังโตแบบเงียบๆแต่ชัดเจนมาก
.
2. มหาวิทยาลัยเชิงพันธมิตร (TNE)
ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ
เปิดหลักสูตรเฉพาะทาง
เช่น AI, พลังงานสะอาด, วิศวกรรม, Health Tech
ไทยมี BOI และวีซ่าระยะยาว
LTR รองรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติอยู่แล้ว
ใครมีพาร์ทเนอร์ดี
คือรอดแน่นอน
.
3. EdTech เพื่อ Reskill/UpSkill ผู้ใหญ่
ตลาดนี้โตเร็วสุด
คนทำงานอายุ 30–50 ต้องเรียนใหม่หมด
ทั้งภาษา ดิจิทัล และกฎหมายใหม่
ใครทำระบบเรียนออนไลน์ที่วัดผลจริง
สอดคล้อง PDPA ได้
มีโอกาสขายให้บริษัท รัฐวิสาหกิจ
และหน่วยงานรัฐได้ยาว
.
ส่วนคนที่คิดจะเข้ามาเพื่อหวัง scale จากปริมาณเด็ก
แทนที่จะ focus คุณภาพ
คิดว่าการศึกษาไทยคือ
“ธุรกิจซื้อตึกเปิดโรงเรียน”
ทั้งที่จริงคือ “ธุรกิจบริหารความเชื่อมั่น”
อาจจะเข้ามาแล้วพังไม่เป็นท่า
.
ร่วมพูดคุยกันได้ที่