นิทานอสังหา EP.1 : ปิดแผลเก่า สร้างแผลใหม่ #ด้วยคอนโดเงินเหลือ

เรื่องจริงของหนี้ คอนโดเงินเหลือ และบทเรียนจากการย้ายหนี้ที่กลายเป็นกับดัก

post date  โพสต์เมื่อ 18 พ.ย. 2568   view 146256
article

นิทานอสังหา EP.1 : ปิดแผลเก่า สร้างแผลใหม่
#ด้วยคอนโดเงินเหลือ
นิทานเรื่องนี้ยาวมาก
กลั้นใจอ่านนะ
แต่มีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังประสบปัญหา
หรือกำลังคิดจะเข้าไปเล่นกับไฟ
เรื่องนี้ไม่อยากพาดพิงใคร
สมมติว่าเป็นผมละกัน
.
ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี 66
อากาศไม่ได้หนาวอะไรหรอก
แต่ความรู้สึกในใจ
มันเย็นยะเยือกแบบประหลาด
เหมือนรู้ตัวว่ากำลังจะทำอะไรโง่ๆ
แต่ดันบอกกับตัวเองว่า
“ไม่หรอก นี่แหละคือโอกาสทองที่จะรอดพ้นจากวิกฤติ”
.
บัตรเครดิตในกระเป๋ามีอยู่ 4 ใบ
ใบแรกเต็มวงเงินมาเกือบปี
ใบที่ 2 ก็ไม่ต่างกัน
.
ส่วนอีก 2 ใบ...
ถ้าจะเรียกว่ามีไว้เผื่อฉุกเฉิน
ก็พูดได้เต็มปาก
เพราะมัน “ฉุกเฉิน” อยู่ตลอดเวลา
.
ทุกใบมีแต่ยอดขั้นต่ำ
ที่จ่ายไปไม่เคยทันดอก
คิดง่ายๆ คือจ่าย 10,000
ดอกกินไป 8,000 เหลือใช้หนี้จริง 2,000
แต่ไอ้สิ่งที่มันเจ็บกว่านั้นคือ
การไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน
.
จนวันนึง มีน้องคนนึง
ส่ง Link คอนโดมาให้
และบอกว่า
“พี่ลองดูไหม ซื้อคอนโดเงินเหลือ ได้เงินก้อน ปิดหนี้ได้เลยนะ”
.
ตอนแรกก็ขำ แต่พอคลิกเข้าไปดู
เออ...น่าสนใจ
ราคาคอนโดไม่สูงมาก
ทำเลก็พอใช้ได้
แถมโครงการยังโฆษณาชัดเจนว่า
“วงเงินกู้สูงกว่าราคาซื้อจริง ได้เงินเหลือเป็นก้อน”
.
ตอนนั้นหัวใจมันกระซิบว่า
“นี่ไง ทางรอดของมึง”
.
กระบวนการก็ง่ายกว่าที่คิด
นัดเซลล์ เซ็นเอกสาร ยื่นแบงก์
เซลล์บอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องเอกสาร
เดี๋ยวเค้าช่วยจัดการให้หมด
Statement ธนาคารก็มี
พี่ฝ่ายการเงินจัดแต่งให้สวยงาม
.
ผ่านไปไม่ถึงเดือน สินเชื่ออนุมัติ
แบงก์ให้วงเงิน 2.2 ล้าน
คอนโดราคาขายอยู่ที่ 1.9 ล้าน
ส่วนต่าง 3 แสน
กู้ได้ กดออกมาได้จริง
.
จำได้ว่าตอนเงินเข้าบัญชี
รู้สึกเหมือนรอดตาย
สภาวะเหมือนโผล่พ้นน้ำ
หลังจากที่จมอยู่ใต้มหาสมุทรมาหลายเดือน
.
หยิบมือถือขึ้นมาจ่ายบัตรหมดทุกใบ
ล้างหนี้จนหมด...
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ที่หน้าจอแอปธนาคารไม่มีคำว่า “ยอดค้างชำระ”
โล่ง...โล่งแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน
แต่ไม่นานนัก...
ก็เริ่มได้กลิ่นบางอย่างไม่ค่อยดี
.
คอนโดที่ได้มาไม่ได้อยู่เอง
เพราะไกลจากที่ทำงาน
จะปล่อยเช่าก็ไม่มีใครสนใจ
เพราะโครงการดันขึ้นพร้อมกับอีก 6 โครงการ
ในระยะรัศมี 500 เมตร
.
เช็คตลาดดู...
ค่าเช่าอยู่ที่ 6,500 บาท/เดือน
แต่เงินกู้แบงก์ต้องผ่อน 12,000 บาท/เดือน
ยังไม่รวมค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ
ค่าโอน ค่าจิปาถะสารพัด
.
เงินที่ได้มาก็หมดในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
ตอนนั้นเริ่มคิดได้...ว่าเราไม่ได้ #ล้างหนี้
เราแค่ #ย้ายหนี้
.
จากบัตรเครดิตไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ
มาสู่คอนโดที่เอาเงินกู้
จากแบงก์มาผูกพันธะไว้
.
ครั้งก่อนแค่เบี้ยว จ่ายช้า
แต่คราวนี้ ถ้าเบี้ยวเมื่อไหร่
หมายศาลมาแน่
และทรัพย์สินที่เราหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่
มันกลับกลายเป็น “มูลหนี้ที่ใหญ่เกินไป”
.
สิ่งที่แย่กว่าความผิดพลาด
คือการที่เรารู้ตัวช้า
พอหันกลับไปดูตอนที่เซ็นชื่อในเอกสารวันนั้น
เราก็ยังยิ้ม...
แต่ในรูปถ่ายวันโอนคอนโด
รอยยิ้มนั้นมันดูปลอมแบบแปลกๆ
เหมือนคนที่กำลังพยายามหลอกตัวเอง
ว่าทุกอย่างจะดี
.
แต่ความจริงคือ...
เราไม่ได้รักษาแผลเก่า
เราแค่เอาผ้าพันแผลใหม่
ไปพันรอยเดิม
แล้วแถมรอยเย็บเพิ่มอีก
สักแผลสองแผลไปด้วย
.
ทุกวันนี้คอนโดยังอยู่
ไม่ได้อยู่เอง ไม่ได้เช่าออก
บางเดือนก็หาคนเช่าได้
บางเดือนก็ปล่อยว่าง
เงินผ่อนต้องจ่ายทุกเดือน
แบงก์ไม่เคยถามเราว่า "ช่วงนี้สบายดีมั้ย?”
เค้าถามแค่ว่า “เดือนนี้ส่งค่างวดหรือยัง?”
.
พอเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนบางคนฟัง
หลายคนก็เงียบไป
เพราะบางคนก็ทำแบบเดียวกัน
บางคนยังคิดจะทำ
บางคนอยู่ระหว่างยื่นกู้...
.
และหลายคนก็ยังเชื่อว่า
“คอนโดเงินเหลือ” คือทางรอด
ทั้งที่จริงๆ
มันอาจจะเป็นเพียงทางเบี่ยง
ที่พาเราไปสู่ทางตันที่ใหญ่ขึ้น
แต่แค่มีกระเบื้องแกรนิตปูพื้นให้มันดูหรูหรา
.
นี่ไม่ใช่เรื่องสอนใจ
ไม่ใช่บทสรุป
ไม่ใช่แม้แต่คำแนะนำ
.
มันเป็นเพียงการเล่าเรื่อง
เรื่องของคนธรรมดาคนนึง
ที่เคยคิดว่า
เงินเหลือจากคอนโด
คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
.
แต่สุดท้าย...ก็พบว่า
มันเป็นไฟหน้ารถบรรทุก
ที่วิ่งสวนทางมาในความมืดต่างหาก
.
และสิ่งที่เรียนรู้มากที่สุดจากเรื่องนี้...
คือบางที ทางรอดที่ง่ายที่สุด
อาจจะไม่ใช่ทางที่ปลอดภัยเลยสักนิดเดียว
.
พอเริ่มคิดได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเข้ามาต่อจากนี้
ชีวิตมันก็ไม่ได้พังทลายลงทันทีหรอก
มันค่อยๆ ทรุดลงทีละชั้น
แบบตึกที่ฐานรากไม่แน่น
มันยังไม่ถล่ม
แต่รู้ว่ามันกำลังเริ่มเอียง
.
เดือนแรกยังพอไหว
ผ่อนคอนโดตามงวด
เช็คยอดเงินในบัญชีทุกวัน
เอาเงินเดือนมาโปะ
ผสมกับเงินจาก Freelance นิดๆ หน่อยๆ
.
แต่พอถึงเดือนที่สอง...งานดันเงียบ
ลูกค้าหาย รายได้หด
เช่าก็ยังไม่ได้
งวดคอนโดก็ยังต้องส่ง
.
มีอยู่วันนึง
ขับรถกลับบ้านตอนค่ำๆ
แล้วจอดแวะกินข้าวข้างทาง
เปิด app bank ขึ้นมาดู…
ยอดคงเหลือในบัญชี 2,180 บาท
แต่ค่าผ่อนคอนโดพรุ่งนี้เช้า 12,000 บาท!!!
.
นั่งจ้องตัวเลขนั่นอยู่พักใหญ่
แล้วรู้สึกเหมือนกำลังจะคลื่นไส้
ทั้งที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย
.
วันถัดมา
โทรหาน้องที่ทำเรื่องกู้ให้
บอกน้องว่า
"พี่ไม่ไหวแล้วว่ะ มีวิธีไหนไหมที่จะลดภาระได้บ้าง"
.
น้องเงียบไปแป๊บนึง
แล้วตอบกลับมาว่า
“ก็ปล่อยขายคอนโดไหมพี่? แบบขาดทุนนิดหน่อยยังดีกว่าโดนยึดนะ”
.
คำว่า “ขาดทุนนิดหน่อย”
ตอนนั้นมันแปลว่าอะไร
แปลว่า คอนโดที่ซื้อมา 1.9 ล้าน
ต้องขายทิ้ง 1.6 ล้าน
แล้วพี่จะต้องควักเงินส่วนต่าง 3 แสน
มาปิด Bank เอง
ถามว่าน่าทำมั้ย?
แน่นอนว่า น่าทำที่สุด
แต่ความจริงคือ...
ไม่มีเงิน 3 แสนนั่นอีกแล้ว
.
เงินก้อนนั้น ตอนที่ได้มาใหม่ๆ
มันก็เหมือนการได้ลมหายใจ
ในนาทีสุดท้าย
.
เราเอาไปล้างหนี้บัตร
เอาไปใช้จ่ายชีวิต
เหมือนคนที่เพิ่งถูกปลดปล่อย
กินดีขึ้น ซื้อของที่ไม่จำเป็น
เพราะคิดว่า…ครั้งนี้จะเริ่มต้นใหม่อย่างมีวินัย
.
แต่เปล่าเลย
พอหมดหนี้ปุ๊บ
เราก็กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม
แค่ไม่มีบัตรเครดิตให้รูด
ก็ใช้เงินสดแทน
สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม
.
เดือนที่สาม หางานเพิ่มไม่ได้
ต้องเริ่มยืมเงินเพื่อน
อ้างว่าเดี๋ยวคอนโดปล่อยเช่าได้
จะคืนให้ครบ
แต่ใจก็รู้ว่า…ไม่น่าจะมีวันนั้นง่ายๆ
.
ตอนนั้นเริ่มเข้าใจคำว่า
“หนี้ที่ดี” กับ “หนี้ที่เลว” คืออะไร
แบบไม่ต้องเปิดตำรา
.
หนี้ที่ดีคือหนี้ที่สร้างรายได้
หรืออย่างน้อยก็มีของอยู่ในมือที่มีมูลค่า
.
แต่หนี้ที่เราแบกอยู่...
มันไม่มีรายได้สักบาท
มีแต่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
กับความเครียดที่ไม่มีใครช่วยแชร์ Damage
.
วันนึงเดินผ่านกระจก เ
ห็นหน้าตัวเองแล้วสะดุ้ง
ไม่ใช่เพราะหน้าตาโทรม
แต่เพราะสายตาที่ “เลี่ยงมองตัวเอง”
มันชัดเจนว่าเราอาย
.
อายที่เคยคิดว่าฉลาด
อายที่เคยบอกคนอื่นว่า “เราวางแผนมาแล้ว”
อายที่ดันพาตัวเองไปติดกับดัก โดยสมัครใจ
อายจนไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าเรื่องนี้กับใครยังไงดี
.
จนวันนึง...
ตัดสินใจโพสต์เรื่องนี้
ในกลุ่มปิดของคนทำงานสายอสังหาฯ
เขียนแบบไม่ปิดบังอะไรทั้งนั้น
ตอนนี้ไม่อายแล้ว
ถ้าจะเจ็บ....ก็เจ็บให้มันสุด
.
กลายเป็นว่า...
มีคนมาเล่าประสบการณ์คล้ายๆ กันเพียบ
บางคนเละยิ่งกว่า
บางคนแค่เฉียดรอด
.
นั่นแหละ…
ถึงเริ่มรู้สึกว่า
ผมไม่ได้ “โง่คนเดียว”
แต่อย่างน้อย...ขอให้โง่ครั้งเดียวพอ
.
จากนั้นเริ่มวางแผนใหม่
ขายของที่ไม่จำเป็น
ขอขยายเวลาผ่อน
เจรจาแบงก์ ขอรีไฟแนนซ์
ย้ายไปอยู่กับญาติ ลดค่าใช้จ่าย
ทุกอย่างมันไม่ได้ง่าย
แต่มัน เริ่มดีขึ้นช้าๆ
.
ไม่ใช่เพราะโชคช่วย
แต่เพราะเริ่ม “ยอมรับ” ความพังของตัวเอง
.
และทุกวันนี้...
ถึงจะยังมีหนี้
แต่เป็นหนี้ที่รู้ว่าเกิดจากอะไร
และรู้ด้วยว่า...จะออกจากมันยังไง
.
ชีวิตมันไม่เคยให้ของขวัญฟรี
แม้แต่คอนโดเงินเหลือ
มันก็แค่เงินกู้ที่ห่อไว้ในกล่องของขวัญ
และถ้าคุณแกะมันโดยไม่รู้ว่าข้างในคืออะไร
มันอาจไม่ใช่ทางรอด
แต่มันคือเครื่องมือที่คุณจะใช้
#ฆ่าตัวเองช้าๆ
แบบจ่ายขั้นต่ำรายเดือน
.
เมื่อเรารู้ปัญหาและยอมรับตัวเองแล้ว
จากนี้ไปคือการแก้ปัญหา
.
เอาล่ะ!!!!
ตอนที่เริ่มเอาคืนชีวิตตัวเอง
มันไม่ได้มาในรูปของแรงบันดาลใจ
จาก Life Coach ออนไลน์
ไม่มีฉากตื่นเช้า
แล้วพูดกับตัวเองหน้ากระจกว่า
“วันนี้กูจะเปลี่ยนแปลงชีวิต”
.
ไม่มีเพลงปลุกใจ
ไม่มีใครมาตบบ่าบอกว่า “นายทำได้”
.
มีแค่ตอนดึกๆ
ที่นั่งอยู่ในห้องเล็กๆ
มือถือวางอยู่ข้างเตียง
ไฟเพดานหรี่ลงครึ่งหลอด
เสียงพัดลมดังแผ่วๆ
แต่ความคิดในหัวมันดังชัดเจน
“กูจะอยู่แบบนี้ไปอีกกี่ปี?”
.
วันนั้นกดเข้าเว็บประกาศขายคอนโด
โพสต์รูปแบบซื่อๆ
ไม่ใช้คำหวาน
ไม่แต่งประโยคบรรยายเวอร์
เขียนแค่…
“เจ้าของขายเอง ต้องการคนมาสานต่อ ผ่อนไม่ไหวแล้ว”
.
ใครจะมองว่าน่าสงสารก็ช่าง
ใครจะต่อราคาก็ไม่ว่า
ตอนนั้นไม่มีอีโก้เหลือพอจะหวงศักดิ์ศรี
.
ผ่านไปเดือนนึง
มีคนมาติดต่อจริง
ต่อราคาหนักมาก
ต่ำกว่าทุนเกือบห้าแสน
แต่ครั้งนี้…ผมตอบกลับไปว่า
“ไม่ขายครับ ขายแล้วก็ไม่รอดอยู่ดี ขอเช่าก็พอ”
.
แล้วผมก็เริ่มอีกทาง
เปลี่ยนจากเจ้าของมาเป็น
“เอเจนท์ของห้องตัวเอง”
.
ปล่อยเช่าเอง ยิงโฆษณาเอง ตอบแชทเอง
จากค่าเช่า 6,500 ที่ไม่มีคนเอา
ลองใส่เฟอร์เพิ่ม
จัดห้องใหม่ให้ดูแพงขึ้น
ติด Wallpaper ที่ซื้อมือสองมาจากเพจ Facebook
.
กล้องมือถือก็ใช้ถ่ายแบบคนจริงจัง
ถ่ายหลายมุม
ใส่คำในโพสต์ว่า
“เจ้าของห้องดูแลเอง ไม่ผ่านนายหน้า”
อยู่ดีๆ คนก็ทักมาเยอะ
และในที่สุดก็ปล่อยเช่าได้ 8,500 บาทในที่สุด
.
ยังไม่พอผ่อนหรอก
แต่มันคือเงินที่ไม่เคยมี
ตลอด 3 เดือนก่อนหน้านั้น
ตอนนั้นเลยคิดว่า…งั้นขอเอาอีกหน่อย
.
ช่วงกลางวันทำงานประจำ
กลางคืนรับ Job
เขียนคอนเทนต์ให้เอเจนซี่
รายได้เสริมเริ่มเข้ามาแบบไม่มาก
แต่มา “ทุกวัน”
.
ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ที่ฟาดทีเดียวแล้วหาย
แต่มาเหมือนละอองฝน
ที่พอผ่านไปเดือนนึง
กลายเป็นน้ำขังในขันเล็กๆ ที่พอเติมชีวิตได้
.
วันหนึ่งมีสายจากแบงก์โทรมา
บอกว่าเห็นว่าเราจ่ายดี
ต่อเนื่องมา3เดือน
แนะนำให้ลอง Refinance
.
ตอนนั้นแทบอยากจะกราบปลายสาย
ลดดอกเบี้ยลงได้เดือนละพันกว่า
ยืดเวลาผ่อนอีกนิด
กดเงินต้นให้เบาลง
เราค่อยๆ หายใจได้โล่งขึ้น
.
แล้วจู่ๆ ก็มีรุ่นพี่ในวงการโทรมา
บอกว่าเห็นโพสต์
ที่ผมเคยเล่าเรื่องคอนโดเงินเหลือในกลุ่ม
อยากให้มาช่วยบรรยายให้เด็กใหม่ฟัง
ในคลาสเรียนของเขา
.
คำพูดประโยคนั้น...
“เรื่องพี่อะ มีประโยชน์มากกว่าที่พี่คิดนะ”
มันกระแทกเข้าที่ใจเหมือนหมัดจากข้างหลัง
ไม่ใช่เพราะดีใจที่ได้ไปพูด
แต่เพราะมันทำให้รู้ว่า
แม้ประสบการณ์ที่เละที่สุดในชีวิต
ก็อาจกลายเป็นบทเรียนให้คนอื่นได้
.
วันนั้นผมไปพูดในคลาสนั้นด้วยรอยยิ้มจริงๆ
ไม่ใช่รอยยิ้มแบบรูปวันโอนคอนโด
แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่ “ยอมรับว่าเคยโง่”
และไม่กลัวจะเล่าให้คนอื่นฟัง
.
วันนี้ ผมยังผ่อนคอนโดห้องนั้นอยู่
ไม่ได้รวยขึ้น ไม่ได้มีหนี้หมด
แต่ไม่เคยขอใครอีกแล้ว
ไม่เคยเบี้ยวอีกเลย
และสำคัญที่สุดคือ
#ไม่เคยลืมความรู้สึกวันที่มีเงินอยู่ 2,180 บาท
#กับต้องส่งค่างวด 12,000 พรุ่งนี้เช้า
.
ใครที่กำลังคิดจะ “จบหนี้เก่า ด้วยคอนโดเงินเหลือ”
ผมจะไม่บอกว่ามันผิด
แต่อยากให้คุณรู้ว่า “มันไม่ใช่เวทมนตร์”
มันไม่ใช่การกด Reset ชีวิต
มันคือการเปลี่ยนจาก
“ลำบากแบบหนึ่ง”
ไปสู่ “ลำบากอีกแบบหนึ่ง”
ที่ดูหรูขึ้นเฉยๆ
.
คุณเลือกได้
แต่ขอให้เลือกด้วยสายตา
ที่ไม่หลบตัวเองในกระจก
เพราะสุดท้าย
ไม่ว่าจะเหลือเงินเท่าไหร่ในบัญชี
สิ่งที่คุณต้องมีเสมอ...คือ “สติ”
และ "สติ" มันกู้เพิ่มไม่ได้จากแบงก์ไหนทั้งนั้น
.
ตอนที่ผมไปบรรยายในคลาสนั้น
มันไม่ได้ยิ่งใหญ่
ไม่มีเวที ไม่มีไมค์ลอย ไม่มีแสงไฟจับหน้า
มีแค่โต๊ะไม้เก่าๆ
กับเด็กมหาลัยประมาณ 20กว่าคน
ที่นั่งงงๆ ว่า
คนตรงหน้าที่กำลังจะพูดนี่เป็นใคร
แล้วจะมาเล่าเรื่องอสังหาริมทรัพย์ได้ยังไง
.
ผมเริ่มต้นด้วยการไม่พูดเรื่องเทคนิค
ไม่พูดเรื่องทำเล หรือ ROI
แต่ผมเล่าเรื่องหนี้...
.
เล่าด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆ
เหมือนเพื่อนเล่ากันฟัง
เริ่มตั้งแต่ตอนที่ยื่นกู้คอนโดด้วยความมั่นใจ
ไปจบที่เหลือเงิน 2,000 แต่ต้องจ่าย 12,000
.
ผมไม่พยายามจะสอนอะไรใคร
เพราะวันนั้นไม่ได้ไปในฐานะผู้รู้
แต่ไปในฐานะ “ผู้รอด”
.
ตอนเล่าเรื่องจนจบ
เด็กในห้องเงียบ
ไม่มีเสียงหัวเราะ
ไม่มีเสียงซุบซิบ
มีแต่แววตาแบบที่เหมือนกำลังคิดหนัก
และเสียงลมหายใจที่แผ่วลง
.
แล้วก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ยกมือลังเลก่อนจะถาม
“พี่คะ แล้วถ้าเราเพิ่งเริ่มทำงาน...แต่มีโอกาสซื้อคอนโดได้เลย ควรซื้อมั้ย หรือรอไปก่อน?”
.
ผมยิ้ม แล้วตอบแบบไม่ต้องคิดนาน
“ซื้อได้ ถ้ามีแผน ไม่ใช่แค่มีฝัน”
.
คอนโดไม่ใช่ของผิด
คำว่า หนี้ ก็ไม่ใช่ของเลว
แต่หนี้จะพาเราไปนรก
ถ้าเราไม่รู้ว่าเรากำลังเอามันมาใช้ทำอะไร
.
เด็กคนนั้นพยักหน้า แต่ก็ยังดูไม่แน่ใจ
ผมเลยพูดต่ออีกนิด
อย่าซื้อคอนโดเพราะกลัวตกรถ
อย่ารีบเป็นเจ้าของ
เพราะโฆษณาบอกว่า
“อย่าพลาดโอกาสคอนโดหลังแรกของคุณ”
.
อย่าให้หนี้กลายเป็นเครื่องยืนยัน
ว่าเราประสบความสำเร็จ
เพราะความจริงคือ
คนที่มีหนี้ไม่ได้แปลว่ารวย
บางทีมันแปลว่า
“กำลังดิ้นรนเงียบๆ” อยู่ในใจต่างหาก
.
หลังจากนั้น
มีเด็กหลายคนเข้ามาคุยต่อหลังคลาส
บางคนบอกว่าพ่อแม่จะซื้อให้
แต่เขากลัวว่าจะกลายเป็นภาระ
.
บางคนบอกว่าเพื่อนเพิ่งกู้คอนโดแบบเงินเหลือ
แล้วมาเล่าด้วยเสียงดีใจ
แต่พอฟังเรื่องผมจบ
เค้าเริ่มลังเลแทนเพื่อน
.
ผมไม่ได้ห้ามใครซื้อคอนโด
ไม่ได้ต้านความฝัน
แต่ขอแค่ให้รู้ว่า
ทุกตารางเมตรที่กู้มา
มันไม่ได้มีแค่พื้นปูน
มันมีภาระซ่อนอยู่ด้วย
และถ้าไม่รู้จักตัวเองให้ดี
.
พื้นที่นั้น
อาจกลายเป็นหลุม
ที่เราฝังชีวิตตัวเองลงไปโดยไม่รู้ตัว
.
สุดท้ายก่อนกลับ
ผมฝากไว้แค่นี้
“คนที่พร้อมจะเป็นเจ้าของอสังหา...ไม่ใช่คนที่กล้ากู้
แต่คือคนที่กล้ารับผิดชอบ
ถ้าทุกอย่างมันพัง
.
และนั่นแหละ
คือวันที่ผมรู้สึกว่า...ประสบการณ์ห่วยๆ ของผม
มันได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อใครบางคนจริงๆ
.
จบนิทานอสังหา

.

ร่วมพูดคุยกันได้ที่

https://www.facebook.com/Ex.MatchingProperty/posts/pfbid02nCP7m95LxEhMUheqBTamSDzv2nrGJ2CaGWcxnPrVxhc8Fw1vWzcH3wsXQ2NeDjzil

บทความที่เกี่ยวข้อง (3)